%20SK%20-%20Soft%20Skill/SK%201.3B.png)
หลักการและเหตุผล
ในการทำงานยุคปัจจุบัน พนักงานและหัวหน้างานต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ความเร่งด่วน เป้าหมายที่ท้าทาย ปัญหาหน้างาน ความคาดหวังจากลูกค้า รวมถึงการประสานงานกับหลายฝ่ายพร้อมกัน โดยเฉพาะองค์กรในภาคการผลิตที่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความถูกต้อง ความปลอดภัย และการส่งมอบงานตามกำหนด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดในการทำงานได้ง่าย หากบุคลากรไม่สามารถรู้เท่าทันและจัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสมาธิ การตัดสินใจ การสื่อสาร ความสัมพันธ์ในทีม คุณภาพงาน และประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร
อย่างไรก็ตาม ความเครียดไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงทั้งหมด เพราะความเครียดในระดับที่เหมาะสมสามารถกระตุ้นให้คนทำงานอย่างมีพลัง มีความรับผิดชอบ และมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย แต่หากความเครียดสะสมเป็นเวลานานโดยไม่มีวิธีจัดการ อาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้า หมดไฟ หงุดหงิดง่าย คิดวน ตัดสินใจผิดพลาด หรือสื่อสารโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้น บุคลากรจึงควรมีความรู้และเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถดูแลตนเองภายใต้แรงกดดันได้อย่างถูกต้อง
หลักสูตร การเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางใจและการจัดการความเครียดในการทำงาน (Resilience and Stress Management) จึงออกแบบขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจธรรมชาติของความเครียด รู้เท่าทันสัญญาณเตือนของตนเอง สามารถแยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ รวมถึงฝึกใช้เทคนิคง่าย ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในการทำงานจริง เช่น การหยุดอารมณ์ลบ การปรับมุมมอง การฟื้นตัวระหว่างวัน และการสื่อสารภายใต้ความเครียด โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Workshop และการสะท้อนตนเองในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่กดดัน และไม่บังคับเปิดเผยเรื่องส่วนตัว
การพัฒนา Resilience หรือความยืดหยุ่นทางใจ ไม่ได้หมายถึงการทำให้คนไม่เครียด แต่หมายถึงการทำให้บุคลากรสามารถรับมือ ปรับตัว ฟื้นตัว และกลับมาทำงานต่อได้อย่างมีสติ มีพลัง และมีประสิทธิภาพ หลักสูตรนี้จึงมุ่งช่วยให้ผู้เรียนมีแนวทางดูแลตนเองอย่างเหมาะสม พร้อมสร้างพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยลดความเครียด เพิ่มความเข้มแข็งทางใจ และส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่ดีในองค์กรอย่างยั่งยืน
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร
- เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจความเครียดและผลกระทบของความเครียดต่อการทำงาน อารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และความสัมพันธ์ในการทำงาน
- เพื่อให้ผู้เรียนรู้เท่าทันสัญญาณความเครียดของตนเอง รวมถึงสามารถวิเคราะห์แหล่งที่มาของความเครียด
- เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจแนวคิด Resilience หรือความยืดหยุ่นทางใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการฟื้นตัว การปรับตัว และการรักษาพลังใจเมื่อต้องเผชิญแรงกดดันในการทำงาน
- เพื่อให้ผู้เรียนฝึกใช้เทคนิคการจัดการความเครียดที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที เช่น STOP Technique, Circle of Control, Reframing, Micro Recovery และ Stress Communication
- เพื่อให้ผู้เรียนจัดทำแผนรับมือความเครียดส่วนบุคคล เพื่อใช้เป็นแนวทางดูแลตนเอง ฟื้นฟูพลังงาน และเลือกพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีหลังการอบรม
รายละเอียดเนื้อหาตามหลักสูตร
Resilience and Stress Management ConceptModule 1: เข้าใจความเครียดในการทำงาน
- 5R – Recognize, Regulate, Reframe, Recharge, Reconnect
Module 2: Resilience คืออะไร และทำไมสำคัญ
- Opening & Ice Breaking: “วันนี้ใจเราอยู่ระดับไหน?”
- Activity 1: Mood Card Check-in
- ความเครียดดี vs ความเครียดไม่ดี
- สัญญาณความเครียด 4 ด้าน
- Activity 2: Stress Bingo – บิงโกตรวจสอบอาการเครียด
- Workshop 1: Stress Radar
- ได้ “แผนที่ความเครียดส่วนตัว” - สำรวจแหล่งความเครียดในการทำงาน
- การจัดการเรื่องที่มีผลกระทบสูงและอยู่ในการควบคุม
Module 3: เทคนิคจัดการความเครียดแบบใช้ได้ทันที
- Resilience คืออะไร
- ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Resilience
- 5 ปัจจัยสร้าง Resilience
(Self-Awareness - Emotional Regulation - Flexible Thinking - Support System - Purpose & Meaning)- Workshop 2: Resilience Battery - เช็กแบตเตอรี่ชีวิตการทำงาน
Module 4: Appreciation Closing
- Activity 3: One-Minute Reset
- EQ กับการจัดการความเครียด
- 5 องค์ประกอบสำคัญของ EQ ในคนทำงาน
- เทคนิคที่ 1: STOP Technique - หยุดอารมณ์ลบในงาน
- เทคนิคที่ 2: Circle of Control – แยกให้ออกว่าอะไรควบคุมได้
- เทคนิคที่ 3: Reframing – ปรับมุมมองโดยไม่หลอกตัวเอง
- เทคนิคที่ 4: Micro Recovery - การฟื้นตัวระหว่างวันแบบสั้น ๆ
- เทคนิคที่ 5: Stress Communication - สื่อสารเมื่อเครียด โดยไม่ทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น
- Workshop 3: My Stress Recovery Plan - แผนรับมือความเครียดส่วนตัว 1 หน้า
- Workshop 4: Appreciation Closing
- “1 พฤติกรรมเล็ก ๆ” ที่จะนำไปใช้ทันทีหลังอบรม
เต็มใจให้คำปรึกษา : คุณบุษกร สุขโรดม (ผู้จัดการฝ่ายขาย)